ทางรอดศึกชิงบัลลังก์สงครามหม้อเดือด! "โบนัสสุกี้"เปิดสาขาใหม่ทุกสัปดาห์
เปิดทางรอด ศึกชิงบัลลังก์สงครามหม้อเดือด! "โบนัสสุกี้" เปิดสาขาใหม่ทุกสัปดาห์ ตั้งเป้าเเตะ 100 สาขาภายใน 2 ปี หวังกวาดรายได้ ปี 69 ที่ 3,600 ล้านบาท
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดสุกี้หม้อไฟในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง หลากหลายแบรนด์ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่พยายามปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดในสงครามครั้งนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ MK ที่ผันตัวมาเล่นตลาดบุฟเฟต์อย่างการเปิดตัวแบรนด์สุกี้หม้อไฟน้องใหม่ อย่าง "โบนัสสุกี้"
วันนี้ PPTV Wealth เลยจะมาเปิดทางรอด ของ "โบนัสสุกี้" ว่าผู้บริหารวางแผนกลยุทธ์ทำการตลาด และตั้งเป้าหมายอย่างไร เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ ท่ามกลางสงครามที่กำลังร้อนแรง
จุดตัดสินใจก้าวเข้ามาสู่สนามบุฟเฟต์หม้อไฟ
นางสาวทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้เล่าให้ PPTV Wealth ฟังว่า สาเหตุที่ทำให้ MK ก้าวเข้ามาสู่ตลาดบุฟเฟต์ เนื่องจากเป็นตลาดที่แข็งแรงและ MK มองเห็นโอกาสการเติบโตสูง จากพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น การต้องการความคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย ในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ
โดยพฤติกรรมผู้บริโภคที่พบในปัจจุบัน คือ ต้องการมากกว่าแค่ความคุ้มค่า จึงกลายเป็นช่องที่แบรนด์มองเห็นว่าจะนำความต้องการตรงนี้ มาพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น
เรามองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่ โบนัสสุกี้ จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของตลาด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ที่มีความหลากหลายได้ยิ่งขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การตลาด ที่ MK ได้วางไว้ให้กับ โบนัสสุกี้ คือ การสร้างความแตกต่างและแผนเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างเช่นการขยายสาขาอย่างยั่งยืน ด้วย 6 กลยุทธ์ย่อย คือ การมีเมนูที่หลากหลาย และต้องเป็นมากกว่าแค่สุกี้ โดย โบนัสสุกี้ เปิดไลน์อาหารมากกว่า 60 เมนู / ตั้งราคาและทำโปรโมชั่นที่คุ้มค่า ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และเข้าถึงง่าย เน้นการให้บริการที่มีมาตรฐาน สนับสนุนการจ้างงานคนในท้องถิ่น หรือตามต่างจังหวัดที่แบรนด์ไปเปิดสาขา
นอกจากนี้ ยังมีการทำชั่วโมงโบนัส หรือแจกอาหารเมนูพิเศษให้กับลูกค้าทั้งร้าน อีกทั้งยังคุมบรรยากาศของร้านและความสะอาด ด้วยระบบรองรับและ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง
ลุย! เปิดร้านใหม่ทุกสัปดาห์ เร่งสร้างฐานลูกค้าทั่วประเทศ
และอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ โบนัสสุกี้ เลือกใช้ และ PPTV Wealth มองว่าน่าสนใจ คือ กลยุทธ์การเลือกทำเล และการขยายสาขาใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อทำให้ โบนัสสุกี้ กลายเป็นอันดับหนึ่งแบรนด์สุกี้บุฟเฟต์ที่โตเร็วที่สุดในตลาด
โดย นายธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เล่าว่า นอกจากกลยุทธ์ทางการตลาดทั้ง 6 ด้านแล้ว โบนัสสุกี้ ได้วางกลยุทธ์ขยายสาขา 1-2 สาขาใหม่ ทุกสัปดาห์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าทั่วประเทศได้เข้าถึง โดยทำเลที่เลือกนั้น จะปักหมุดในเมืองหลักและเมืองรอง กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค เน้นในตลาดหลักที่มีโอกาสในการขยายธุรกิจ และมีความหนาแน่นของการอยู่อาศัยสูง เพื่อเป็นการสร้างฐานลูกค้าให้แข็งแกร่งในระยะยาว
นายธีร์ ระบุด้วยว่า ด้วยประสบการณ์มากกว่า 40 ปี ที่ MK โลดแล่นอยู่ในตลาดสุกี้หม้อไฟ ส่งผลให้สามารถนำ ประสบการณ์มาต่อยอดสู่การพัฒนา โบนัสสุกี้ ให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด เพราะ มีโครงสร้างหลังบ้านระดับประเทศรองรับอย่างครบวงจร ทั้งการมีพาร์ทเนอร์ห้างสรรพสินค้าและพื้นที่นอกห้างทั่วประเทศ การมีซัพพลายเออร์มากกว่า 1,000 ราย มีคลังสินค้าและครัวกลางที่รองรับได้มากกว่า 1,000 สาขา อีกทั้งยังมีการวางระบบโลจิสติกส์ที่สามารถส่งสินค้าในเครือได้ทุกวันทั่วประเทศ โดยการให้บริการทั้งหมดยังคงมาตรฐานการบริการเดียวกับ MK ทุกอย่าง
ตั้งเป้ารายได้แตะ 3,600 ล้านบาท จากงบลงทุนเพียง 500 ล้านบาท
จากการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด และการขยายสาขาที่เป็นตัวเดินเกมส์สำคัฐของธุรกิจในครั้งนี้ ทำให้ MK ตั้งเป้าการเติบโตของ โบนัสสุกี้ ไว้ว่าจะเปิดให้ครบ 16 สาขาภายในสิ้นปี 2568 และมีรายได้ 150 ล้านบาท ส่วนภายในปี 2569 เตรียมขยายสาขาเพิ่มมากกว่า 70 สาขาทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าหมายรายได้ อยู่ที่ 3,600 ล้านบาท เพื่อเตรียมก้าวสู่ 100 สาขาภายในไตรมาสที่สองของปี 2570 หรือ จะต้องเติบโตมากกว่า 6 เท่าภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ด้วยงบเริ่มต้นลงทุนเพียง 500 ล้านบาท
การขยายสาขาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะพอมันก้าวต่อไปได้ ก็จะส่งผลให้ทุกอย่างจะตาม ฉะนั้นเราจึงเริ่มจากลุยขยายสาขาก่อน ค่อยมาดูเรื่องของนวัตกรรม เรื่องของการปรับโครงสร้างภายใน และดูว่าสุดท้ายเราจะส่งต่อให้ทั้งหมดนี้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนต่อไปได้อย่างไรโดยต้องไม่ลืมว่า เป้าหมายหลักของเราคืออยากจะเป็นแบน Number One ในตลาด Budget Buffet ซึ่งมันก็สอดคล้องกับการที่จะขยายสาขาให้ครบ 100 สาขา เราก็อยากจะเอาโบนัสสุกี้ไปให้เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศ
ตลาดสุกี้หม้อไฟยังคงเผชิญกับ "ความท้าทายและความเสี่ยง"
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของโบนัสสุกี้ ระบุว่า แม้แนวโน้มการเติบโตของตลาดจะมีสูง แต่ความท้าทายและความเสี่ยงของธุรกิจนี้ยังมีอยู่ นั้นก็คือ ธุรกิจร้านอาหารมีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างไว ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของผู้เล่น ตลาด และสภาพแวดล้อมของตลาด เพราะฉะนั้นความท้าทายตรงนี้มีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นความท้าทายที่ผู้เล่นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดตลอด ซึ่งต้องมองข้ามความเสี่ยงและการทำสงครามราคา แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาด Budget Buffet มากกว่า
ขณะที่ความเสี่ยงของการก้าวเข้ามาสู่ตลาดดังกล่าว ผู้บริหารโบนัสสุกี้ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าความเสี่ยงในธุรกิจของ Budget Buffet อาจเป็นเรื่องของ การทำงานหลังบ้าน คือ ศักยภาพในการควบคุมต้นทุน ที่ต้อบควบคุมให้ดี ประกอบกับปัจจัยภายนอก เช่นสภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศ หรือว่าคู่แข่งขันอื่นๆในตลาด แต่ก็ยังมองว่าการแข่งขันหรือการทำสงครามราคาเป็นจังหวะที่ดีที่ทำให้ตัดสินใจเข้ามาสู่ตลาดนี้อย่างจริงจัง พร้อมกับมองว่าการแข่งขันจะนำไปสู่การพัฒนาตลาด Budget Buffet ให้เติบโตได้
คิดว่าเป็นจังหวะที่ดี ที่เราตัดสินใจเข้ามาในตลาดนี้ดีกว่า เพราะเห็นการเติบโตจริงๆ แต่ว่าตลาดที่มีการแข่งขันมันมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่มันก็ทำให้เห็นว่าเราเอาจุดแข็งอะไรของเรามาเสริม ให้ตลาดตรงนี้มันแข็งแรงและเติบโตได้ต่อไปในอนาคต ส่วนเรื่องอื่นๆการแข่งขันก็ถูกนำมาซึ่งการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้า เทคโนโลยีในการให้บริการ ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็จะจะช่วยให้ตลาดเติบโตนอกเหนือจากยอดขายได้
ขณะที่ความกังวลในเรื่องของการแข่งขัน ที่ค่อนข้างดุเดือดและผู้เล่นหน้าใหม่ก้าวเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง มีความกังวลบ้างหรือไม่นั้น ผู้บริหาร โบนัสสุกี้ ระบุว่า ถ้าหากโฟกัสให้ถูกจุดว่าควรจะทำอะไร และอะไรที่อยากส่งต่อให้กับลูกค้า อะไรคือจุดอ่อน และอะไรจุดเด่นของเรา ที่เราอยากจะมอบให้กับลูกค้า ซึ่งถ้าหากหาเจอ ทำได้และสามารถมอบให้กับลูกค้าได้ตามความต้องการ ก็มองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน และไม่มีอะไรที่ต้องกังวล
ฝากถึงผู้เล่นหน้าใหม่ที่กำลังตัดสินใจก้าวสู่สงครามหม้อเดือด
สุดท้ายนี้ ผู้บริหารสุกี้โบนัส ได้ให้คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจเข้าสู่ตลาดบุฟเฟ่ต์สุกี้หม้อไฟด้วยว่า ในการแข่งขันมีความยากก็จริง แต่ถ้าหากปรับตัวได้หรือว่าหาจุดยืนได้ ก็จะสามารถที่จะทำธุรกิจนี้ได้ แน่นอน ดังนั้นจึงมองว่าถ้าหากทุกคนหาจุดแข็งที่ตัวเองเจอก็จะเติบโตในตลาดนี้ต่อไปได้
คิดว่าแต่ละแบรนด์ที่จะเข้ามาทำทุกคนต้องหาจุดแข็งของตัวเองให้เจอ ซึ่งต้องเป็นจุดที่แตกต่างจากคู่แข่งอื่นที่มีอยู่แล้วในตลาด และถ้าหากมองหาจุดนั้นให้เจอแล้วสามารถทำออกมาได้ ก็เชื่อว่าทุกคนก็สามารถอยู่ในตลาดนี้ได้อย่างแน่นอน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB